บทความเรื่องชา

จากวิกิพีเดียสารานุกรมเสรี

ชาสำเร็จผลิตทางทำการเพาะปลูกจากใบยอดอ่อนและก้านของต้นชา (Camellia sinensis)เอามาผ่านวิถีทางดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขหลากหลาย”ชา”ยังและก็เครื่องดื่มกลิ่นหอมยวนใจที่ทำมาจากพืชตากแห้งพวกต่างๆเอามาชงหรือต้มกับน้ำร้อนชาเป็นเครื่องดื่มที่มีผู้ใช้เยอะที่สุดเป็นชั้นสองของโลกรองจากน้ำ1

ชาแบ่งหยาบๆได้6จำพวกยกตัวอย่างเช่นชาขาว, ชาเหลือง, ชาเขียว, ชาอูหลง, ชาดำรวมทั้งชาผู่เอ๋อร์ต้องการอ้างอิงชาทุกชนิดสามารถทำเป็นจากต้นชาต้นเดียวกันแต่ว่าผ่านกรรมวิธีไม่เหมือนกันออกไป

การจัดประเภทและการแปรรูป

ชาถูกแยกเป็นชนิดและประเภทตามกระบวนการดัดแปลงแก้ไขวันหน้าการเก็บเกี่ยวใบของต้นชาจะถูกทิ้งให้เศร้าสร้อยและ”บ่ม”โดยทำให้โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในใบชากำเนิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นกับออกสิเจนกลางอากาศใบชาจะมีสีแก่ขึ้นคลอโรฟิลล์ในใบชาจะกระจายตัวแปลงเป็นสารแทนนินที่ให้รสฝาดถัดจากนั้นจึงควรหยุดหลักการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีโดยใช้ความร้อนเพื่อหยุดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นโดยในชาดำวิธีแบบนี้จะดำเนินคู่กันไปกับขั้นตอนการทำให้แห้ง

ถ้าเกิดไม่รอบคอบสำหรับการควบคุมความชุ่มชื้นและอุณหภูมิระหว่างแนวทางการผลิตใบชาบางทีอาจขึ้นราเกิดปฏิกิริยาสร้างพิษที่บางทีอาจเป็นสารก่อโรคมะเร็งขึ้นได้ทำให้รสเสียไปแล้วก็อันตรายต่อการบริโภค

ชาสามารถแบ่งประเภทตามกระบวนการปรับปรุงแก้ไขดัดแปลงต่างๆได้ดังต่อไปนี้ตั้งแต่นี้ต่อไป

  • ชาขาว: ตูมชาและยอดอ่อนชาที่ถูกทิ้งให้สลด แต่ไม่ได้บ่ม เมื่อชงชาแล้วจะได้ครื่องดื่มที่มีสีเหลืองอ่อน
  • ชาเหลือง: ใบชาที่ไม่ได้ถูกทิ้งให้สลด และไม่ได้บ่ม แต่ทิ้งใบชาให้เป็นสีเหลือง
  • ชาเขียว: ใบชาที่ไม่ได้ถูกทิ้งให้สลดและไม่ได้บ่ม เมื่อชงจะได้เครื่องดื่มสีเขียวอ่อน
  • ชาแดง: ใบของชาเขียวที่ผ่านกระบวนการออกซิเดชั่นหรือการหมัก จนได้เป็นใบชาสีเข้ม เมื่อชงจะได้เครื่องดื่มสีน้ำตาลแดง
  • ชาอูหลง: ใบชาที่ทิ้งให้สลด นวด และบ่มเล็กน้อย เรียกได้ว่าเป็นชาประเภทกึ่งหมักหรือชาที่ผ่านการหมักเพียงบางส่วน ทำให้มีสี กลิ่นหอม และ รสชาติ อยู่ระหว่าง ชาเขียว และ ชาดำ [2]
  • ชาดำ: ใบชาที่ทิ้งให้สลด (อาจมีการนวดอย่างแรง) และผ่านการบ่มเต็มกระบวนการ เครื่องดื่มที่ได้มีสีแดงเข้มจนถึงสีดำ
  • ชาหมัก: ชาเขียวที่ผ่านกระบวนการหมักนานนับปี

ประวัติ

มีต้นกำเนิดในแถบทวีปเอเชียทิศตะวันออกเป็นจีนแล้วก็ประเทศอินเดียถึงแม้ว่าในเวลานี้มีปลูกกันปกติในหลายประเทศสำหรับเมืองไทยมีปลูกเยอะในจังหวัดจังหวัดเชียงใหม่ชาจะเติบโตเจริญก้าวหน้าในที่สูงตามทิวเขาซึ่งมีดินอุดมบริบูรณ์แล้วก็ฝนตกชุกใบชาเมื่อเก็บมาจากต้นแล้วควรต้องรีบทำให้แห้งอย่างรวดเร็วโดยการเอามาให้ความร้อนเพื่อทำลายโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในใบชาให้หมดไปทำให้ไม่มีการเสียในใบชาจะมีกรดแกลโลแทนนิด(Gallotannic acid) 15%ซึ่งจะให้สารแทนนินออกมาโดยธรรมดานิยมชงใบชากับน้ำเพื่อกระตุ้นให้ไม่ได้อยากนอนแล้วหลังจากนั้นก็นอกจากนี้ยังรักษาโรคท้องร่วงได้คนไทยในภาคเหนือนิยมบดและจากนั้นก็อมแทนการกินหมาก

ตามตำนาน

ตำนานของจีนเกี่ยวกับชาที่นิยมกล่าวถึงกันเรื่องหนึ่งมีอยู่ว่าเมื่อราว2,737ปีกลายคริสต์ศักราชขณะที่เสินคราวง ฮ่องเต้ในตำนานของจีนคนคิดค้นทำสวนและก็ยาจีนกำลังรับประทานน้ำร้อนถ้วยหนึ่งอยู่นั้นใบไม้จากต้นไม้แถวนั้นก็ได้ตกลงในถ้วยใบฮ่องเต้สีของน้ำในถ้วยก็แปรไปฮ่องเต้ก็ได้ดื่มน้ำนั้นอีกแล้วก็ทรงงงงวยเป็นอย่างยิ่งว่าน้ำนั้นกลับมีรสชาติดีและก็ทรงรู้สึกแจ่มใสอีกด้วยอีกตำนานเล่าว่าในเวลาที่เสินคราวงฮ่องเต้ทรงกำลังทดสอบคุณประโยชน์ของสมุนไพรต่างๆด้วยท่านเองอยู่นั้นท่านทรงศึกษาและทำการค้นพบว่าสมุนไพรบางจำพวกเป็นพิษแต่ว่าชาก็เป็นยาทำลายพิษนั้นได้ในงานการประพันธ์ของทางอวี่ (陆羽, Lù Yǔ)เรื่องฉาจิง (茶经, 茶經, chájīng)ก็ได้มีการพูดถึงเสินคราวงฮ่องเต้เช่นเดียวกันตำนานที่มีลักษณะคล้ายกันอีกตำนานหนึ่งเล่าว่าทวยเทพสถานที่สำหรับทำงานเกษตรได้บดพืชต่างๆเพื่อทดลองหาประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากสมุนไพรท่านเทวดาก็ได้ใช้ใบชาเป็ยาทำลายพิษด้วยสิ่งเดียวกัน

ยังมีอีกตำนานที่ย้อนไปในยุคเชื้อสายถัง พระโพธิธรรมผู้จัดตั้งนิกายเซนได้เผลอหลับไปภายหลังจากการเข้าฌานหน้ากำแพงตามที่ได้กำหนดเก้าปีเมื่อท่านตื่นก็ได้ละอายต่อความง่วงนอนของตัวเองก็เลยตัดกลีบตาของท่านออกทั้งสองข้างกลีบตานั้นได้ตกลงบนพื้นดินและก็แทงรากถัดมาก็เลยเติบโตเป็นต้นชา

ถึงตำนานกลุ่มนี้จะไม่มีเค้าเรื่องความเป็นจริงแม้ชาก็มีหน้าที่อย่างมากต่อวัฒนธรรมของชาติทวีปเอเชียมาหลายศตวรรษในฐานะที่เป็นเครื่องดื่มหลักในชีวิตประจำวันยารักษาโรคหรือแม้กระทั้งเครื่องหมายแสดงฐานะก็เลยไม่เป็นที่น่าแปลกเลยที่หลายหนตำนานพวกนี้จะเกิดบนรากฐานทางศาสนาแล้วก็กษัตริย์

จีน

ชาวจีนรู้จักการบริโภคชามาแล้วกว่าพันปีชาวเมืองในยุควงศ์วานว่านเครือฮั่นใช้ชาเป็นยารักษาโรค(แม้ว่าการดื่มชาเพื่อช่วยปรับให้รู้สึกดีนั้นเริ่มขึ้นเมื่อใด) จีนนับว่าเป็นประเทศแรกที่รู้จักการดื่มชาโดยมีหลักฐานมาตั้งแต่ศตวรรษที่10ก่อนคริสต์ศักราช

ญี่ปุ่น

ในสมัยเฮอันพระเอไซ3ได้เดินทางไปเล่าเรียนพุทธที่จีนในสมัยเฮอันหรือยุคเชื้อสายถังของจีนได้เอามาปลูกภายในประเทศญี่ปุ่นและเมืองอุจิใกล้กับกรุงเฮอันซึ่งเป็นเมืองหลวงในยุคนั้น(เกียวโตในเวลานี้)จวบจนกระทั่งมีการส่งชาเข้าวังรวมทั้งผลิตเพื่อกิจการค้ากำเนิดวัฒนธรรมชาประเทศญี่ปุ่นแล้วก็นำไปสู่การวิวัฒนาการปลูกชาและก็การแข่งขันชิงชัยแข่งขันชาจำพวกต่างๆในประเทศญี่ปุ่นขณะนี้

การผลิต

ชาดำ

การสร้างชาดำทำเป็นโดยการนำใบชาดำมาทำให้แห้งโดยการรีดน้ำที่หล่อเลี้ยงให้ใบชาเปียกชื้นออกมาเพื่อทำให้ใบชาเฉาแล้วก็อ่อนลีบโดยใช้ตอนทั้งมวล16ชั่วโมงต่อไปก็เลยนำใบชาที่แห้งแล้วนั้นมหาศาลลิ้งด้วยลูกกลิ้งบประมาณดแล้วก็ฉีกทีหลังก็เลยนำไปหมักซึ่งภายหลังจากขั้นตอนหมักทั้งหมดทั้งปวงแล้วจะได้ใบชาที่แห้งสนิท

ชาอูหลง

การสร้างชาอูหลงผ่านกรรมวิธีการผลิตด้วยการหมักดองแต่เพียงครึ่งเดียวก็เลยทำให้รสและก็ค่าอยู่ระหว่างชาดำและชาเขียวกระบวนการผลิตชาอูหลงเริ่มจากนำใบชามาทำให้แห้งลีบโดยใช้เวลาทั้งผอง6ชั่วโมงต่อไปก็เลยนำไปเกลือกด้วยลูกกลิ้งฉีกแล้วหลังจากนั้นก็หมักด้วยช่วงเวลาสั้นๆ

ชาเขียว

การสร้างชาเขียวทำโดยนำใบชาเขียวมาอบไอน้ำต่อไปก็เลยนำไปเกลือกด้วยลูกกลิ้งรวมทั้งทำให้แห้งอย่างเร็วด้วยแนวทางดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นก็เลยทำให้ใบชายังคงมีสีเขียวจากขั้นตอนการผลิตที่ง่ายและก็น้อยขั้นตอนทำให้เกิดอาการชาเขียวยังคงมีสารในพืชที่เป็นประโยชน์หลงเหลืออยู่มากยิ่งกว่าชาจำพวกอื่นๆ

ชาขาว

แนวทางการผลิตชาเริ่มจากตูมชาจะถูกเก็บรวมทั้งเอามาผ่านกรรมวิธีการอบไอน้ำในช่วงเวลาสั้นๆเพื่อรักษากลิ่นแล้วก็รสส่วนตัววันหลังผ่านกระบวนการทำแห้งและบดเป็นผุยผงละเอียดก่อเกิดเครื่องดื่มลักษณะใสสีเหลืองอ่อน

ชาเหลือง

โดยส่วนมากชาเหลืองจะเป็นการนำใบชาเขียวและก็ชาขาวมาปลดปล่อยไว้ให้ใบชาเริ่มออกสีเหลืองซึ่งวิธีการปลดปล่อยไว้ก็จะหลากหลายในแต่ละไร่ชาแต่ละครั้งบ้างก็นำไปวางทับถมกันไว้ภายในที่ที่อุณหภูมิที่จะทำชาปลดปล่อยให้ชาโดนอากาศสักระยะก่อนที่จะเอามาทำให้ใบชาแห้ง

ชาหมัก

ชาหมักเป็นชาที่มีการหมักประการแรกจำเป็นจะต้องบอกก่อนว่าชาจะแบ่งได้3กรุ๊ปใหญ่ๆเป็นไม่หมักครึ่งหนึ่งหมักหมักไม่หมักเป็นชาเขียวชาขาวชาเหลืองครึ่งเดียวหมักเป็นอู๋หลงหมักเป็นชาแดงชาดำชาผู๋เอ๋อด้วยเหตุนั้นชาหมักก็คือชาอู๋หลงชาแดงชาดำถึงแม้ว่าชาอู๋หลงก็จะมีการหมักที่ต่างกันออกไปจะขึ้นอยู่กับว่าไร่ชาจะผลิตชาตัวไหนเพราะว่าชาก็เก็บจากต้นเดียวกันจะผิดแผกแตกต่างตรงที่กรรมวิธีการผลิต

ชาสมุนไพร

ในความเป็นจริงแล้วชาจำพวกนี้มิได้ทำมาจากใบชาถึงแม้ชอบทำจากสมุนไพรดอกไม้ตากแห้งต่างๆเป็นต้นว่าเกิดไคร้ชาใบเตยชาดอกค้างโมมายชาดอกคำฝอยชาดอกอัญชัญชากระเจี๊ยบฯลฯซึ่งชากลุ่มนี้นอกเหนือจากการที่จะทำเป็นเครื่องดื่มแก้หิวแล้วยังมีคุณประโยชน์ทางยาอีกด้วยแล้วก็ลักษณะเด่นก็คือไม่มีส่วนประกอบของคาเฟอีนอย่างกับในชาที่ทำมาจากใบชาอีกด้วย